วันนี้วันเกิดตรงกับวันที่เกิดพอดีคือวันพฤหัสบดี ผมต้องขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากนะครับที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้ พระคุณของพ่อกับแม่ยิ่งใหญ่นัก ลูกไม่อาจทดแทนได้หมด ลูกสัญญาว่าจะเป็นคนดีตั้งใจทำงาน ถึงเราไม่รวยเหมือนคนอื่นแต่เราก็อยู่กันอย่างมีความสุข ในชีวิตที่เหลือของผมขอแค่พ่อแม่พี่น้องสบายไม่เจ็บไม่ป่วย ผมก็ดีใจมากแล้วครับ วันนี้ผมก็ขออวยพรให้พระศรีรัตนตรัยจงดลบันดาลให้พ่อกับแม่ของผมมีสุขภาพร่ากายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ร่ำรวย ๆๆๆๆๆ ... ผมขอสัญญาครับว่าจะดูแลครอบครัวของเราจนนาทีสุดท้ายของชีวิตผมมาถึง ..... I love my parent...
22/11/56 วันนี้ได้คุยโทรศัพท์กับแม่นานมาก คิดถึงๆๆๆนะครับ ตอนนี้ญาติพี่น้องของเรากำลังมีปัญหากันอยู่ ก็ขอให้ปัญหาที่มันเกิดขึ้นผ่านไปได้ด้วยดีนะครับ คุยไปคุยมาแม่บอกว่าอยากให้ออกรถ พอดีว่าเล่าให้แม่ฟังว่าวันที่ 5 ธันวาคม 2556 จะไปออกรถให้น้องเป็นชื่อเรา แม่เลยถามว่าแล้วเราไม่ออกเหรอ เฮ้อ...ผมก็เลยบอกแม่ว่ามันยังไม่จำเป็น ณ ตอนนี้ ขอให้อะไร ๆ มันลงตัวกว่านี้ก่อนนะครับแล้วผมจะทำความฝันของผมและความหวังของแม่ให้เป็นจริง...
ในเรื่องเกี่ยวกับชีวิตก็เหมือนกัน ถ้าเรามีความทุกข์ มีความเดือดร้อนใจอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เราก็พยายามที่จะแก้ปัญหาโดยการรู้สึกก่อน...รู้ว่าเราเป็นทุกข์
คนที่ทำความชั่วแล้วทำอยู่เรื่อย ๆ ไม่หยุด นี่เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นของชั่ว แล้วไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นตัวปัญหา เป็นตัวสร้างความทุกข์ให้เห็นแก่ตัว คือเขาเข้าใจผิดนั่นเอง เข้าใจผิดว่าสิ่งนั้นทำให้เกิดความสนุกสนาน ร่าเริง เบิกบานใจ
เช่น คนดื่มเหล้า เขาไม่ได้นึกว่าเหล้าเป็นสิ่งให้เกิดทุกข์ แต่เขานึกว่ามันช่วยให้ใจสบาย พอดื่มแล้วมันหมดเดือดร้อนเนื้อร้อนใจหมดความวุ่นวายใจ มันหมดจริงเหมือนกัน เพราะเวลานั้นมันมึนไม่รู้สึกตัว ลืมความเป็นคนแล้วก็ลืมความยึดถือในเรื่องอะไรต่าง ๆ ไปแต่ตัวเหล้านั้นมันไปทำลายร่างกาย ทำลายประสาท ทำลายสุขภาพ มันช่วยให้หายด้านหนึ่ง แต่มันเพิ่มอีกด้านหนึ่งขึ้นมา จึงไม่ใช่ยาแก้ทุกข์ที่แท้จริง แต่คนหลงชอบไปติดอยู่ในสิ่งนั้น เอาสิ่งนั้นมาใช้กันพอกลุ้มใจก็ดื่มเหล้า...
คนที่ทำความชั่วแล้วทำอยู่เรื่อย ๆ ไม่หยุด นี่เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมันเป็นของชั่ว แล้วไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นตัวปัญหา เป็นตัวสร้างความทุกข์ให้เห็นแก่ตัว คือเขาเข้าใจผิดนั่นเอง เข้าใจผิดว่าสิ่งนั้นทำให้เกิดความสนุกสนาน ร่าเริง เบิกบานใจ
เช่น คนดื่มเหล้า เขาไม่ได้นึกว่าเหล้าเป็นสิ่งให้เกิดทุกข์ แต่เขานึกว่ามันช่วยให้ใจสบาย พอดื่มแล้วมันหมดเดือดร้อนเนื้อร้อนใจหมดความวุ่นวายใจ มันหมดจริงเหมือนกัน เพราะเวลานั้นมันมึนไม่รู้สึกตัว ลืมความเป็นคนแล้วก็ลืมความยึดถือในเรื่องอะไรต่าง ๆ ไปแต่ตัวเหล้านั้นมันไปทำลายร่างกาย ทำลายประสาท ทำลายสุขภาพ มันช่วยให้หายด้านหนึ่ง แต่มันเพิ่มอีกด้านหนึ่งขึ้นมา จึงไม่ใช่ยาแก้ทุกข์ที่แท้จริง แต่คนหลงชอบไปติดอยู่ในสิ่งนั้น เอาสิ่งนั้นมาใช้กันพอกลุ้มใจก็ดื่มเหล้า...
นี้เป็นคำสอนที่สูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ที่ให้เราได้พิจารณา ให้เราได้ศึกษา ได้ทำความเข้าใจ คำสอนนี้มันก็อยู่ที่ตัวเรานั่นแหละ ตัวที่สมมติขึ้น คือร่างกายกับจิตใจ กายกับใจรวมกันก็เรียกว่าเป็นตัวขึ้นมา เป็นคนขึ้นมา
มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มันเป็นอย่างนั้น กายก็เป็นของธรรมชาติ จิตใจก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ว่าเราไม่มีปัญญาในเรื่องนั้น ไม่เข้าใจเรื่องนั้นให้ถูกต้อง เลยเข้ายึดมั่นถือมั่นว่าร่างกายของฉัน อะไรของฉัน ของฉันมันมากเต็มบ้านเต็มเรือนแล้วยังออกไปถึงนอกบ้าน ชาติของฉัน ประเทศของฉัน อะไร ๆ เป็นของฉันไปเสียหมด
มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่มันเป็นอย่างนั้น กายก็เป็นของธรรมชาติ จิตใจก็เป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่ว่าเราไม่มีปัญญาในเรื่องนั้น ไม่เข้าใจเรื่องนั้นให้ถูกต้อง เลยเข้ายึดมั่นถือมั่นว่าร่างกายของฉัน อะไรของฉัน ของฉันมันมากเต็มบ้านเต็มเรือนแล้วยังออกไปถึงนอกบ้าน ชาติของฉัน ประเทศของฉัน อะไร ๆ เป็นของฉันไปเสียหมด
การเข้าไปยึดถึือว่าเป็นตัวฉัน
เป็นของฉันนั่นแหละเป็นตัวเหตุ
ให้เกิดความทุกข์ ทำให้เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ
วันนี้วันพฤหัสบดีแล้วเวลาผ่านไปไวมาก มีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาในชีวิตของผมไม่เว้นแต่ละวันไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้าย เรื่องดี แต่เราก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาเสมอ ๆ ในแต่ละวัน มีหลายสิ่งหลายอย่างครับที่ผมอยากจะทำแต่ก็ไม่มีทุนหรือพูดง่าย ๆ คือ "เงิน" นั่นเอง 555 เพราะผมเกิดมาในครอบครัวพออยู่พอกินไม่ได้ร่ำรวยอะไร ต้องดิ้นร้นด้วยตัวเองตลอดทั้งเรื่องการเรียนและงาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมก็คือการทำให้ผู้มีพระคุณของผมทุกคนมีความสุข จะไม่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อนใจในสิ่งที่เราทำ ผมเป็นคน sensitive มากกับความรู้สึกอะไรมาสะเทือนใจหน่อยก็รู้สึกได้เลยว่าน้ำตาไหลพราก ๆ
วันนั้นเหมือนกันผมได้ดูซีรีย์เรื่องเซน สื่อรักสื่อวิญญาณ ที่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวมันสะท้อนถึงตัวผมมาก ๆ จนทำให้ผมต้องกลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่และรู้สึกอินไปกับมัน นึกถึงว่าถ้าคนที่เรารักจากเราไปเราจะมีความรู้สึกอย่างไร ผมคงบอกไม่ถูก ทำอะไรไม่ถูกแน่นอน เพราะแค่คิดผมก็น้ำตาร่วงแล้ว แต่ผมก็มีเรื่องร้ายแรงกว่าที่พ่อแม่ผมรับรู้ในปัจจุบันว่าผมเป็นอะไร ผมจึงขอเก็บเรื่องร้าย ๆ นี้ไว้เพียงผู้เดียว เพราะฟ้าดินคงกำหนดชะตาชีวิตของผมไว้แล้วให้ต้องเป็นแบบนี้ ผมก็ขอทำวันนี้ พรุ่งนี้ ของทุก ๆ วันให้ดีที่สุดสำหรับคนที่ผมรักทุกคน...
วันนั้นเหมือนกันผมได้ดูซีรีย์เรื่องเซน สื่อรักสื่อวิญญาณ ที่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวมันสะท้อนถึงตัวผมมาก ๆ จนทำให้ผมต้องกลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่และรู้สึกอินไปกับมัน นึกถึงว่าถ้าคนที่เรารักจากเราไปเราจะมีความรู้สึกอย่างไร ผมคงบอกไม่ถูก ทำอะไรไม่ถูกแน่นอน เพราะแค่คิดผมก็น้ำตาร่วงแล้ว แต่ผมก็มีเรื่องร้ายแรงกว่าที่พ่อแม่ผมรับรู้ในปัจจุบันว่าผมเป็นอะไร ผมจึงขอเก็บเรื่องร้าย ๆ นี้ไว้เพียงผู้เดียว เพราะฟ้าดินคงกำหนดชะตาชีวิตของผมไว้แล้วให้ต้องเป็นแบบนี้ ผมก็ขอทำวันนี้ พรุ่งนี้ ของทุก ๆ วันให้ดีที่สุดสำหรับคนที่ผมรักทุกคน...
เหมือนกับเราไปจับของแล้วมันร้อนมือ
พอร้อนมือเราก็รู้ว่าร้อน
นั่นตัวสติ มันรู้ทันทีว่าร้อน ประสาทมันบอกว่าร้อน
เมื่อร้อน ปัญญาก็คิดว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ร้อน
ปัญญาก็บอกว่าวางลงเสียสิ อย่าไปจับมันไว้
เราก็วางสิ่งนั้นลงไป
พอวางสิ่งนั้นแล้วความร้อนมันก็เบาไป
แต่มันยังร้อนอยู่ เพราะมือของเราไหม้ ปัญญาก็คิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้มันร้อน ก็ไปหายามาสิ เอายาอะไรมาทาเข้าก็ได้ ไปตัดต้นว่านหางจระเข้มาสักต้นหนึ่งแล้วปอกเปลือกออก เอาส่วนข้างในมาปะไว้ที่แผลนั้น ไม่กี่นาทีมันก็เย็นเยือกไป แล้วมันก็หาย
ยาหมอ แก้ทุกข์กาย
อยากหายทุกข์ใจ ต้องใช้ธรรมะ
การที่เรามาวัด มาศึกษาธรรมะ มาศึกษาเพื่ออะไร?
ศึกษาเพื่อเอาไปปฏิบัติ
เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ในชีวิตประจำวัน
เพราะฉะนั้น เราต้องเอาไปใช้
ถ้าเราไม่ใช้ก็เหมือนกับว่าเวลาเราป่วยไข้ เราก็ไปหาหมอแล้วหมอก็ตรวจเช็คร่างกาย รู้ว่าเป็นโรคอะไรก็จัดยาให้ ใส่ซอง ใส่ขวดให้เรียบร้อย
เมื่อเราได้รับยาแล้วไปวางไว้เฉย ๆ เราไม่กินยานั้น ไม่กินตามที่หมอสั่งว่ากินเช้า กินกลางวัน กินเย็น กินก่อนอาหาร กินหลังอาหาร เราไม่ทำตามคำสั่งของหมอ เราเป็นคนดื้อ โรคมันจะหายไปได้อย่างไร ?
โรคมันก็ไม่หาย
ความแตกดับนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งหลายเมื่อมีเกิดแล้วก็ต้องมีการแตกดับจากจุดเกิด แล้วมันก็เปลี่ยน เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงมันหยุดเปลี่ยน มันก็ดับไป เหมือนกับล้อที่มันหมุน เราทำให้ล้อหมุน เรากลิ้งไป มันก็หมุนไปตามแรงที่เรากลิ้งพอหมดแรงกลิ้งมันก็หยุด ล้มไปบนแผ่นดินก็เรียกว่าเป็นจุดจบของสิ่งนั้น
ชีวิตของคนเรานี้ก็เหมือนกัน
มันหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดจบ
คือล้มทับแผ่นดิน ก็เรียกว่า "ตาย" มันก็จบไปฉากหนึ่ง
ทำทุกวันของเราให้ดีที่สุด ตอบแทนผุ้มีพระคุณ
credit by Yoigi Tachimoro
คนที่ทำงานโดยเฉพาะคนที่ทำงานกินเงินเดือน เมื่อทำงานไปนานๆ มักเกิดอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ ท้อถอย ไม่อยากทำงาน บางคนถึงขนาดอยากออกไปประกอบกิจการส่วนตัว แต่ความจริงแล้ว หากมองในแง่ดี คนที่ทำงานกินเงินเดือนมีแง่มุมที่ได้เปรียบกว่าผู้ประกอบกิจการหลายอย่างเช่น ได้รับเงินเดือนหรือมีรายได้แน่นอน , ไม่มีการลงทุนเมื่อไม่มีการลงทุนก็ไม่มีการล้มละลาย , ไม่อยากทำงานเบื่องานสามารถเปลี่ยน ย้าย งานได้ แตกต่างจาก เจ้าของกิจการเมื่อลงทุนไปแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะเลิกกิจการแล้วไปลงทุนกิจการใหม่ๆ เนื่องจากได้ลงทุนไปเป็นเงินจำนวนมากจึงยากที่จะเลิกกิจการ เบื่ออย่างไร มีปัญหาอย่างไร ก็ต้องทำ , การทำงานกินเงินเดือนมักมีวันหยุดชัดเจน เนื่องจากมีกฎหมายแรงงานรองรับให้มีวันหยุดที่ชัดเจน ฯลฯ
สำหรับคนที่จะทำงานด้วยหัวใจได้นั้น บุคคลผู้นั้นจะต้องลักษณะดังนี้
1.ต้องรักงานที่ทำ หรือ มีความคิดว่าการทำงานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข ถึงกับมีคนเคยกล่าวว่า ? ถ้าอยากมีความสุข 1 ชั่วโมง ให้งีบ ถ้าอยากมีความสุข 1 วัน ให้ไปพักผ่อน ถ้าอยากมีความสุข 1 อาทิตย์ ให้ไปปิกนิก แต่ถ้าอยากมีความสุขตลอดไปให้ทำงานที่ตนเองรัก ? ในการบรรยายหัวข้อการทำงานด้วยหัวใจของกระผม เคยมีผู้เข้ารับการอบรมเคยถามกระผมว่า ถ้าในปัจจุบันเราทำงาน แต่ไม่ได้รักงานที่ตนเองทำจะทำอย่างไร กระผมขอบอกว่า จงหางานที่ตนเองรักและจงสนุกกับมัน ถ้าท่านได้ทำงานที่ตนรัก ท่านมักจะสนุกสนานกับมัน จนลืมไปได้ว่า สิ่งนี้คืองาน แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ กล่าวคือไม่สามารถเปลี่ยนงานหรือย้ายงานได้ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ก็จงทำงานนั้นต่อไป แต่ ? จงภูมิใจกับงานในปัจจุบัน และต้องทำใจให้รักในงานปัจจุบัน มากกว่าจะถามถึงสิ่งที่ไม่ได้เป็นหรือยังไม่ได้เป็น ? แต่ถึงที่สุดแล้ว หากต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตจริงๆ บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักจะต้องเลือกทำงานในสิ่งที่ตนเองรักเสมอ
สำหรับการสร้างความสุขในการทำงาน ทางพุทธศาสนาสอนได้ดีมากครับ ว่าคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำงานจะต้องมีหลัก อิทธิบาท 4 คือ
ฉันทะ หมายถึง ความพอใจในงานเห็นคุณค่าของงาน รักงานที่ทำ
วิริยะ หมายถึง ความเพียรพยายาม บากบั่น อดทน กับงานที่ตนเองทำ
จิตตะ หมายถึง มีความคิดจดจ่อ เอาใจใส่ในงานที่ทำ
และ วิมังสา หมายถึง การตรวจสอบ หมั่นพิจารณา ใคร่ครวญ เมื่อมีปัญหาในงานที่ทำก็ต้องคอยแก้ไข ปรับปรุง ตรวจสอบ ข้อบกพร่องของงานที่ทำ
2.ต้องมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ทัศนคติมีความสำคัญมากในการทำงาน เพราะบุคคลที่ประสบความสำเร็จมักมีทัศนคติที่ดี มีทัศนคติในด้านบวก (คนคิดลบเปรียบเสมือนถังขยะที่คอยเก็บของที่ไม่มีค่า แต่คนที่ทัศนคติที่ดี ทัศนคติในทางบวก เปรียบแล้วก็เหมือนดังคลังสมบัติที่มักจะเก็บแต่สิ่งที่ล้ำค่าเสมอ) คนที่จะทำงานด้วยหัวใจจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ต่อบริษัทหรือต่อหน่วยงาน และจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อหัวหน้างานด้วย
3.ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ในที่ทำงาน สำหรับคำว่า มนุษย์สัมพันธ์ในที่ทำงาน คือ ต้องมีศิลปะในการชักจูงใจให้คนที่ทำงานด้วยเกิดการประสานงานหรือเกิดความร่วมมือกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทำงานร่วมกัน
ทั้งนี้บุคคลที่มีมนุษย์สัมพันธ์จะต้องมีลักษณะดังนี้ ต้องเป็นคนที่ยอมรับในเรื่องข้อแตกต่างของบุคคลได้ เช่นความแตกต่างในเรื่อง เพศ วัย อายุ ประสบการณ์ ฯลฯ
4.ต้องมีการพัฒนาตนเองให้เหมาะสมกับงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง บุคลิกภาพ การพูดจา การแต่งกาย บุคคลที่ประสบความสำเร็จในการทำงานทุกคน มักเป็นนักพัฒนาตนเองเสมอ อีกทั้งต้องเป็นนักเรียนรู้งาน เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้กับการทำงานให้เหมาะสมและรวดเร็วขึ้น
ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จในการทำงานจะต้องเป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจจะต้องมีความรักในงานที่ตนเองทำ ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ต่อหน่วยงาน และต่อหัวหน้างาน ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ในที่ทำงาน และต้องมีการพัฒนาตนเองให้เหมาะสมกับงานนั้นๆ เสมอ
สำหรับคนที่จะทำงานด้วยหัวใจได้นั้น บุคคลผู้นั้นจะต้องลักษณะดังนี้
1.ต้องรักงานที่ทำ หรือ มีความคิดว่าการทำงานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข ถึงกับมีคนเคยกล่าวว่า ? ถ้าอยากมีความสุข 1 ชั่วโมง ให้งีบ ถ้าอยากมีความสุข 1 วัน ให้ไปพักผ่อน ถ้าอยากมีความสุข 1 อาทิตย์ ให้ไปปิกนิก แต่ถ้าอยากมีความสุขตลอดไปให้ทำงานที่ตนเองรัก ? ในการบรรยายหัวข้อการทำงานด้วยหัวใจของกระผม เคยมีผู้เข้ารับการอบรมเคยถามกระผมว่า ถ้าในปัจจุบันเราทำงาน แต่ไม่ได้รักงานที่ตนเองทำจะทำอย่างไร กระผมขอบอกว่า จงหางานที่ตนเองรักและจงสนุกกับมัน ถ้าท่านได้ทำงานที่ตนรัก ท่านมักจะสนุกสนานกับมัน จนลืมไปได้ว่า สิ่งนี้คืองาน แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ กล่าวคือไม่สามารถเปลี่ยนงานหรือย้ายงานได้ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง ก็จงทำงานนั้นต่อไป แต่ ? จงภูมิใจกับงานในปัจจุบัน และต้องทำใจให้รักในงานปัจจุบัน มากกว่าจะถามถึงสิ่งที่ไม่ได้เป็นหรือยังไม่ได้เป็น ? แต่ถึงที่สุดแล้ว หากต้องการความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตจริงๆ บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักจะต้องเลือกทำงานในสิ่งที่ตนเองรักเสมอ
สำหรับการสร้างความสุขในการทำงาน ทางพุทธศาสนาสอนได้ดีมากครับ ว่าคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในการทำงานจะต้องมีหลัก อิทธิบาท 4 คือ
ฉันทะ หมายถึง ความพอใจในงานเห็นคุณค่าของงาน รักงานที่ทำ
วิริยะ หมายถึง ความเพียรพยายาม บากบั่น อดทน กับงานที่ตนเองทำ
จิตตะ หมายถึง มีความคิดจดจ่อ เอาใจใส่ในงานที่ทำ
และ วิมังสา หมายถึง การตรวจสอบ หมั่นพิจารณา ใคร่ครวญ เมื่อมีปัญหาในงานที่ทำก็ต้องคอยแก้ไข ปรับปรุง ตรวจสอบ ข้อบกพร่องของงานที่ทำ
2.ต้องมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน ทัศนคติมีความสำคัญมากในการทำงาน เพราะบุคคลที่ประสบความสำเร็จมักมีทัศนคติที่ดี มีทัศนคติในด้านบวก (คนคิดลบเปรียบเสมือนถังขยะที่คอยเก็บของที่ไม่มีค่า แต่คนที่ทัศนคติที่ดี ทัศนคติในทางบวก เปรียบแล้วก็เหมือนดังคลังสมบัติที่มักจะเก็บแต่สิ่งที่ล้ำค่าเสมอ) คนที่จะทำงานด้วยหัวใจจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ต่อบริษัทหรือต่อหน่วยงาน และจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อหัวหน้างานด้วย
3.ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ในที่ทำงาน สำหรับคำว่า มนุษย์สัมพันธ์ในที่ทำงาน คือ ต้องมีศิลปะในการชักจูงใจให้คนที่ทำงานด้วยเกิดการประสานงานหรือเกิดความร่วมมือกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทำงานร่วมกัน
ทั้งนี้บุคคลที่มีมนุษย์สัมพันธ์จะต้องมีลักษณะดังนี้ ต้องเป็นคนที่ยอมรับในเรื่องข้อแตกต่างของบุคคลได้ เช่นความแตกต่างในเรื่อง เพศ วัย อายุ ประสบการณ์ ฯลฯ
4.ต้องมีการพัฒนาตนเองให้เหมาะสมกับงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง บุคลิกภาพ การพูดจา การแต่งกาย บุคคลที่ประสบความสำเร็จในการทำงานทุกคน มักเป็นนักพัฒนาตนเองเสมอ อีกทั้งต้องเป็นนักเรียนรู้งาน เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้กับการทำงานให้เหมาะสมและรวดเร็วขึ้น
ดังนั้น คนที่ประสบความสำเร็จในการทำงานจะต้องเป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจจะต้องมีความรักในงานที่ตนเองทำ ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ต่อหน่วยงาน และต่อหัวหน้างาน ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์ในที่ทำงาน และต้องมีการพัฒนาตนเองให้เหมาะสมกับงานนั้นๆ เสมอ
วันนี้..ในชีวิต..มีบางอย่างเปลี่ยนไป.. จะว่าดี .. มันก็ดี...แต่บางครั้งรู้สึกเหนื่อย..กับสิ่งที่ต้องรับภาระ...หนักขึ้น..กว่าเดิมต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ใหญ่กว่าเดิมต้องตัดสินใจ..เพิ่มขึ้น..แต่ ใช่ว่าเราทำไม่ได้หรอกนะ...แต่บางครั้งเราก็ต้องการกำลังใจคำปรึกษา...จากคนรอบข้าง..บ้างสักนิดเพื่อเพิ่มความมั่นใจ.. เป็นพลัง ..ให้เรา
**แล้ววันนี้..วันที่ฉันต้องอยู่คนเดียว..มันก็มาถึง..จริง ๆ **
จะให้ฉันทำอย่างไร..กับชีวิตที่เหลืออยู่ดี...
มันสับสน...ว่างเปล่า..
ในหัวของฉันตอนนี้..แทบไม่เหลืออะไรให้..จดจำ..
ถึงแม้ว่าจะมี..ก็คงไม่อยากจำอะไร..คิดอะไร..แล้วล่ะ
แต่ก็อีกนั่น...ชีวิตต้องก้าวต่อไป...จะหยุดอยู่แค่นี้ไม่ได้..
ฉันเฝ้าบอกตัวเอง..เป็นร้อยเป็นพันครั้ง...
แต่พอเอาเข้าจริง...ก็อดเศร้าไม่ได้...
ในวันนี้..ฉันล้ม..แต่วันพรุ่งนี้..ฉันต้องลุกให้ได้
แล้วก้าวเดินต่อไป..ข้างหน้า..อย่างสวยงาม..
จะไม่ยอมเป็นที่สมเพช..ของใครเด็ดขาด...คอยดู...
""สู้ สู้ สู้ตาย ""
เพื่อน เติมเต็มบางสิ่งในชีวิตที่ขาดหาย
เพื่อน ทำให้เรารู้จักการให้ การรับ และการให้อภัย
เพื่อน ยอมรับได้ในความเป็นตัวเราเอง
เพื่อน ไม่อิจฉา ริษยา และว่าร้ายเราลับหลัง
เพื่อน เก็บความลับของเรา และไม่เอาไปเล่าต่อ
เพื่อน คอยรับฟังความเป็นไป และเรื่องราวของเรา
เพื่อน คอยเป็นกำลังใจ คอยให้คำแนะนำที่ดี
เพื่อน คอยชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของเรา
เพื่อน สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง อย่างไม่ต้องกลัวอะไร อย่างเปิดใจ และไม่เสแสร้ง
เพื่อน ไม่เคยตั้งใจทำให้เราเสียใจ
เพื่อน จะร่วมแบ่งปันความทุกข์ ความสุขด้วยกัน
เพื่อน ยังอยู่ข้างเรา แม้ในตอนที่เราแย่ที่สุดในชีวิต
เพื่อน คือคนที่เราไว้ใจ ให้ได้แม้กระทั่ง พาสเวิร์ด
เพื่อน จะคอยตักเตือน และเป็นกระจกเงาให้เราเสมอ
เพื่อน ทำให้เรามีความรู้สึกดีดีได้เสมอ
เพื่อน คือคนที่อยู่เคียงข้างทุกครั้งที่มีปัญหา
เพื่อน แม้ว่าจะไม่ได้พบเจอกันนานแค่ไหนแต่ความรู้สึกในใจยังเหมือนเดิม
ชีวิตคนเราแท้จริงแล้ว ก็ต้องการเพียงแค่เพื่อนแท้ ๆ สักคนหนึ่ง ไว้คอยพูดคุย ปรึกษา ไว้คอยห่วงใย เอื้ออาทร ร่วมทุกข์ ร่วมสุข หัวเราะและร้องไห้ เพื่อโลกใบนี้จะได้ไม่เงียบเหงา และอ้างว้างเกินไปเท่านั้นเอง.... หากท่านมีเพื่อนแท้แล้ว ท่านจงรักษาความเป็นเพื่อนนั้นไว้ให้ดีที่สุดและโปรดรับรู้ไว้เถิดว่าท่านเป็นผู้หนึ่งที่โชคดีแล้ว...
credit by http://203.155.220.217/pdd/magazine/03_50/03_01.htm
อาจารย์คนหนึ่งชวนลูกศิษย์เดินเล่นที่ชายหาดอาจารย์ได้เริ่มสอนลูกศิษย์ด้วยการใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นลงไปบนผืนทราย เป็นเส้นคู่ขนาน ยาว 5 ฟุต และ 3 ฟุต ตามลำดับอาจารย์กล่าวว่า “เธอสามารถทำให้เส้น 3 ฟุต ยาวกว่าเส้น 5 ฟุต ให้หรือเปล่า ไหนลองทำให้ดูหน่อยสิ”ลูกศิษย์หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วก็ ลบรอยเส้นที่ยาว 5 ฟุตนั้นให้สั้นลงเหลือเพียง 1 ฟุต ทำให้เส้น 3 ฟุตโดดเด่นขึ้นมา แล้วศิษย์ก็ถามอาจารย์ และขอความเห็นว่า “แบบนี้ถูกหรือเปล่าครับ”“เหยีบบหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่สูงขึ้น”
อาจารย์เขกกบาลลูกศิษย์เบา ๆ แล้วบอกว่า ” คนที่จะยกตนเองให้สูงขึ้น โดยการทำร้ายคู่แข่งนั้น ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ถ้าเลือกใช้วิธีนี้ชีวิตเธอ ก็มีแต่จะล้มเหลวไม่พัฒนา ทางที่ดีควรเลือกวิธีที่จะยกตัวเองขึ้น โดยไม่ไปลดคนอื่นลง ”แล้วอาจารย์ก็ขีดเส้น 2 เส้นให้เท่าเดิม คือ 3 ฟุต และ 5 ฟุต จากนั้นอาจารย์ก็สาธิตให้ดูด้วยการขีดเส้น 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต แล้วพูดว่า “จงอย่าคิดว่าคู่แข่งของเธอคือศัตรู แต่ให้คิดว่าเป็นครูของเธอ” ที่เธอจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่าหรือดีกว่า ที่จะทำให้เธอได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างามคนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไป โดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อน ถึงแม้จะทำให้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้อย่างเต็มภาคภูมิ การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยวิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่นได้ก้าวไปตามวิถีทางของเขาอย่างเสรีนั้น ย่อมมีผลลัพธ์ที่ต่างกันหากไร้คู่แข่งแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาดไหน ไม่มีอัปลักษณ์ก็ไม่รู้จักสวยงามนักสู้ที่ดีมักชื่นชมคู่ต่อสู้ที่เข้มแข้ง เพราะคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอ จะทำให้ชัยชนะของเขาไม่ยั่งยืนยง ดังนั้นเมื่อได้พบกับคู่แข่งที่แกร่ง และฉลาดล้ำ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้นการเลื่อนตัวเองขึ้นพร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจจะชนะ แต่ก็มีศัตรูตามมาด้วยแต่การเลื่อนตัวเองขึ้นโดยไม่ไปลดคนอื่นลง เธออาจเป็นผู้ชนะ พร้อมกับยังมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้น และหนึ่งในนั้นอาจเป็นคู่แข่งของเธอเองด้วย
อย่าท้อแท้กับชีวิต
อย่าอ่อนแอท้อแท้กับชีวิต
ถึงแม้เราลิขิตมันไม่ได้
เราต้องอยู่กับคำว่ากำลังใจ
ถึงแม้มันจะยากเพียงไหนก็ตาม
ถ้าเราไม่อดไม่ทนไม่ต่อสู้
เราก็อยู่เหมือนคนที่สิ้นหวัง
ถ้าเราอดทนสู้กับทุกอย่าง
ทางข้างหน้าเราก็จะชนะมัน
แม้ล้มลุกคลุกฝุ่นบ้างเป็นบางครั้ง
เราคงยังลุกขึ้นสู้และยิ้มได้
เพราะเราอยู่กับคำว่ากำลังใจ
ยากเพียงไหนเราจะไปให้ชนะมัน
”มนุษย์ เราสามารถอยู่ได้ 40 วัน โดยปราศจากอาหาร…ประมาณ 3 วันหากปราศจากน้ำ…ประมาณ 8 นาที หากขาดอากาศหายใจ …แต่อยู่ได้เพียงแค่วินาทีเดียว หากปราศจากความหวัง”
“ถ้าคุณคิดว่าคุณสามารถชนะได้ คุณก็ชนะได้ ความศรัทธาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ ชัยชนะ”
ในทุก ๆ วันเราต้องประสบพบเจอกับปัญหาต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี เรื่องร้าย ผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละคน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถยืนยัดต่อสู้กับสิ่งเหล่านั้นได้ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ประสบกับปัญหาเรื่องสุขภาพในตอนที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ แล้วก็ไม่รู้จะจากโลกนี้ไปวันไหน แต่ใจผมจะนึกถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่เรารักทุกคนเพื่อเป็นแรงผลักดันให้เรามีกำลังใจในการต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ ที่ตามมา ปัญหาของคนเราก็เหมือนปมเชือกถ้าเราค่อย ๆ แก้ทีละปมมันก็จะแก้ได้ ค่อยเป็นค่อยไป ทุกอย่างต้องมีทางออกสำหรับตัวมันเสมอ ผมเชื่ออย่างนั้น ทุก ๆ วันก่อนทำงานผมมีรูปพ่อแม่ในกระเป๋าตังค์เพื่อคอยเตือนให้ผมสู้กับสิ่งที่ผมเจอในแต่ละวันไม่ว่ามันจะร้ายสักแค่ไหน เราก็ต้องมองดูด้วยว่าเราโชคดีที่มีครบ 32 ประการ เรายังมีหนทางหรือสิ่งที่เราจะสามารถทำได้เพื่อคนที่เรารักมีความสุข ถึงแม้มันจะไม่มากมายก็ขอเริ่มทำทุก ๆ วันของผมให้มีความหมายมากที่สุดก่อนที่ผมจะจากโลกนี้ไป "ทุกสิงทุกอย่างอยู่ที่ใจถ้าใจเราสู้ เราก็จะผ่านมันไปได้"
I have always believed that the true test of character is one’s ability to handle and overcome adversity. In the aftermath of the tragic incidents of the past week, Thailand has the opportunity to prove to itself and theworld, the strength of its national character and its commitment to pursuing justice, promoting national
reconciliation, and building a socially inclusive society. As a nation, we have been embroiled in the vortex of chaos and confusion. It is time for us to collectively take a deep breadth and regain our sense of balance and proportion. The traditional Thai values of tolerance, moderation and compassion, which are intrinsic elements of our national culture, need to be stressed and promoted. The senseless finger pointing and “blame game”, a popular pastime now, should cease. Harbouring negative emotions, anger and hatred is destructive. We must rise above it and pursue the truth, and nothing less. Independent and credible investigations of the recent events along with due process must be the order of the day. An accelerated course of action is needed to ensure national reconciliation and the fostering of sustainable peace.
We need to engage in a process of dialogue, which recognizes and respects the differences, interests and values of all concerned parties. True acknowledgement and contrition by all sides will pave the way to forgiveness, which is the key to healing the hearts and minds of all Thais. We must urgently close the deep and widening social divide through addressing structural poverty, social exclusion and inequality. Whatever view one may hold about the recent events, the grievances expressed by many of the demonstrators are valid. We need to have in place a comprehensive range of measures to tackle the following key challenges: (1) disparities in distribution; (2) deprivation of capabilities; and (3) inequalities in access and opportunities. Unless we acknowledge and address these grievances, the deep wounds from this violent episode in our history will continue to fester, creating a widening chasm of estrangement, which will likely lead to further upheavals and violence. Our country has witnessed, albeit at a great cost, the political awakening of the people at a critical juncture in Thailand’s development. In hindsight, we may see the empowerment of the rural and impoverished sectors of our electorate as a critical and necessary step for the development of Thailand’s democratic system. It is imperative that we recognize the legitimate concerns and voices of these social groups in our electoral and other decision-making processes. As a nation, we have reached the “point of no return.” Change is inevitable. We all have a stake in the future of our nation and need to contribute meaningfully to the process. Let us transform this crisis into an opportunity to build a political consensus for a people’s agenda that will ensure a more inclusive and equitable society as well as a shared future for all Thais.
credit by Anand Panyarachun
Subscribe to:
Comments (Atom)






























- Follow Us on Twitter!
- "Join Us on Facebook!
- RSS
Contact